Tee’s Coffee At Chiang Rai: ร้านกาแฟที่ทุกคนต้องผ่านเมื่อมาพานมุ่งหน้าเข้าเมืองเชียงราย

ใครที่เคยขับรถขึ้นเหนือ มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย น่าจะคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดี…ความรู้สึกของการเดินทางที่ยาวนาน ถนนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สองข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นทิวเขาและทุ่งนาสีเขียว และเมื่อไหร่ก็ตามที่ป้ายบอกทางเริ่มขึ้นชื่ออำเภอ “พาน” เราจะรู้ตัวทันทีว่า “อีกนิดเดียว…อีกนิดเดียวก็จะถึงเชียงรายแล้ว”
แต่ไอ้ “อีกนิดเดียว” นี่แหละครับที่บางทีมันก็ท้าทายความเมื่อยล้าและความหิวของเราเหลือเกิน ท้องเริ่มร้อง กาแฟในกระติกเริ่มจืดจาง ตาเริ่มมองหาร้านดีๆ สักร้านเพื่อเป็นจุดพักรถเติมพลังก่อนจะเข้าไปผจญภัยในตัวเมืองเชียงรายต่อ
หากคุณกำลังขับรถเพลินๆ ผ่านอำเภอพานไปซัก 10 ก.ม. สายตาก็อาจจะไปสะดุดกับร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ…ร้านที่ดูเผินๆ อาจจะเหมือนร้านข้างทางทั่วไป แต่มีบางอย่างที่ดึงดูดให้หลายคนต้องชะลอรถและตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าร้าน ร้านนั้นมีชื่อว่า “Tee’s Coffee At Chiang Rai”
วันนี้ผมเลยอยากจะมาเล่าประสบการณ์การแวะพัก ระหว่างทางอำเภอพานและตัวเมืองเชียงราย แบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจหลายครั้งที่ร้านนี้ให้ฟังกัน เผื่อว่าใครจะเข้าตัวเมืองเชียงรายจะได้มีอีกหนึ่งจุดเช็คอินในลิสต์ ที่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นโอเอซิสข้างทางของจริง
แรกพบสบตา: ความประทับใจเมื่อเปิดประตูเข้าไป
สิ่งที่ผมชอบอย่างแรกเลยคือ ที่จอดรถครับ หน้าร้านมีพื้นที่ให้จอดได้ประมาณ 4-5 คัน ซึ่งถือว่าไม่เยอะมากแต่ก็ไม่น้อย ถือว่าสะดวกมากสำหรับคนที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว จากที่เคยไปหลายครั้งยังไม่เคยเห็นที่จอดรถเต็ม คงเป็นเพราะเป็นร้านกาแฟจึงไม่มีช่วงพี๊คเหมือนร้านอาหาร ไปทุกครั้งจึงไม่ต้องไปจอดเบียดริมถนนให้หวาดเสียว
ตัวร้านภายนอกดูเรียบง่าย แต่เมื่อก้าวขาพ้นประตูเข้าไปเท่านั้นแหละครับ…ความรู้สึกเหมือนวาร์ปจากถนนใหญ่ที่วุ่นวายเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งที่เงียบสงบสบายๆ
ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวเป็นหลัก ผนังกรุกระเบื้องเซรามิคสีขาวสะอาดตา ทำให้ร้านเล็กๆ ที่จุคนได้ประมาณ 20 ที่นั่งแห่งนี้ดูกว้างขวาง โปร่ง โล่ง และสบายตาอย่างน่าประหลาดใจ มันให้ความรู้สึกเหมือนคาเฟ่สไตล์มินิมอลที่หลุดมาอยู่ริมทุ่งนา เฟอร์นิเจอร์เป็นโต๊ะ-เก้าอี้ที่ดูมั่นคงแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับการนั่งจิบกาแฟชิลๆ และการนั่งทานอาหารแบบจริงจัง
และอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ยกระดับบรรยากาศของร้านขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวคือ “เสียงเพลง” ครับ ที่นี่เขาใช้ลำโพง Marshall ในการเปิดเพลง ซึ่งทุกคนที่เล่นเครื่องเสียงจะรู้ดีว่าคุณภาพเสียงมันดีงามขนาดไหน เพลงสากลเพราะๆ เพลงไทยเบาๆที่ถูกขับกล่อมออกมาด้วยคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม มันช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการขับรถมันจางหายไปเยอะเลยทีเดียว นี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของเจ้าของร้านครับ













วิวหลักล้าน…ที่ร้านกาแฟข้างทาง
ประโยคนี้อาจจะใช้กันเกล่อแล้วสมัยนี้แต่ก็พอจะใช้กับร้านนี้ได้ ไฮไลท์เด็ดที่ทำให้ผมประทับใจสุดๆ ไม่ใช่การตกแต่งหรือเสียงเพลงครับ แต่เป็น “วิว” ที่อยู่นอกกระจกใสบานใหญ่ของร้านต่างหาก
เมื่อคุณหันหน้าออกจากเคาน์เตอร์กาแฟ คุณจะพบกับภาพของทุ่งนากว้างไกลอยู่ไกลๆ มีต้นไม้ใหญ่เป็นฉากหลังสุดสายตา มันคือวิวธรรมชาติที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ติดถนนหลวงแบบนี้ ผมว่านี่คือเสน่ห์ของเมืองเหนือที่เรามองข้ามไป
การได้นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ จิบกาแฟหอมๆ พร้อมกับทอดสายตามองความเขียวขจีของทุ่งข้าว มันคือการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ เป็นการ “สโลว์ไลฟ์” ที่เกิดขึ้นได้ระหว่างการเดินทาง มันทำให้เรารู้สึกว่าการแวะพักครั้งนี้มัน “คุ้มค่า” เกินกว่าแค่การเติมคาเฟอีนเข้าร่างกายจริงๆ
เรื่องของกาแฟ: หัวใจของร้านที่ไม่ธรรมดา
มาถึงเรื่องสำคัญของร้านกาแฟกันบ้างครับ…นั่นก็คือ “กาแฟ”
เคยได้ยินได้ฟังหลายคนกล่าวถึงร้านนี้มาก่อนหน้านี้มาบ้าง หลายเสียงชื่นชมเรื่องกาแฟของที่นี่ และพอได้มาลองเองก็ไม่ผิดหวัง ผมเป็นคนชอบดื่มกาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล ซึ่งที่นี่ตอบโจทย์มาก เพราะเขามีเมล็ดกาแฟให้เลือกทั้งแบบคั่วกลางและคั่วเข้ม
สำหรับคนที่ไม่ชอบกาแฟติดเปรี้ยวแบบผม การได้เจอรุ่นพี่คั่วเข้มหอมๆ ถือว่าถูกใจมากครับ รสชาติกาแฟเข้มข้นถึงใจ หอมกรุ่น และที่สำคัญคือราคาดีงามมากครับ เฉลี่ยแก้วละประมาณ 50 บาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพของเมล็ดกาแฟและเครื่องชงที่ดูเป็นมาตรฐานแล้ว ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ลองคุยกับลูกค้าโต๊ะข้างๆโดยบังเอิญ เขาบอกว่าลองสั่ง Dirty Coffee แล้วอาจจะยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่านมยังไม่เย็นจัดและช็อตกาแฟยังไม่เข้มพอ ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคลจริงๆ
แต่สำหรับคอกาแฟดำแล้ว ที่นี่ถือเป็นสวรรค์ย่อมๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีเมนูกาแฟอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่างกาแฟลำไย หรือกาแฟที่มีวิปครีมสตรอว์เบอร์รี ที่เด็กๆ น่าจะชอบ
ไม่ได้มีแค่กาแฟ: เมื่อความหิวมาเยือน
ร้านตกแต่งออกแบบและร้างบรรยากาศให้เป็นร้านกาแฟแบบจริงๆจังตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะมีอาหารด้วย ครั้งแรกคือผ่านไปเห็นเป็นร้านกาแฟใหม่ตกแต่งสวยน่านั่ง เลยตั้งใจแวะแค่ดื่มกาแฟโดยไม่เคยเห็นร้านใน Google Maps มาก่อน ก็คิดว่ามีแต่กาแฟจริงๆแต่พอเห็นเมนูอาหารที่แปะอยู่บนผนังและในรายการมีนู ประกอบกับเสียงท้องที่เริ่มประท้วงหนักขึ้น ผมก็เลยตัดสินใจฝากท้องมื้อเที่ยงไว้ที่นี่เลย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากครับ
Tee’s Coffee ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็น “ร้านอาหารและคาเฟ่ที่ครบจบในที่เดียว” อย่างที่หลายคนว่าไว้จริงๆ เมนูอาหารของที่นี่อาจจะไม่ได้มีเป็นร้อยเมนูเหมือนร้านอาหารใหญ่ๆ แต่เป็นเมนูอาหารจานเดียวง่ายๆ ที่คัดมาแล้วว่าเด็ดและถูกปากคนเดินทางแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทย, ข้าวซอย, ไข่เจียว, ผัดซีอิ๊ว, ยำวุ้นเส้น, ยำมาม่า, เฟร้นฟราย, ไก่ทอด และอื่นๆ อีกมากมาย
เมนูที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกของที่นี่ และมีคนพูดถึงเยอะที่สุดก็คือ “ข้าวซอยไก่” ครับ ผมเลยไม่พลาดที่จะลองสั่งมาชิม ข้าวซอยของที่นี่น้ำแกงเข้มข้นมากครับ รสชาติจัดจ้านใช้ได้ หอมเครื่องแกง น่องไก่ก็นุ่มเปื่อย แต่ต้องบอกตามตรงคือรอบที่ผมไปทานรสชาติจะติดเค็มไปนิดหน่อย ถ้าลดเค็มลงนิดหน่อยเมนูนี้จะอร่อยแบบแสงออกปากเลยครับ
อีกเมนูที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้ผมอย่างจังคือ “ผัดไทย” ครับ มีหลายคนพูดว่าผัดไทยที่อร่อยที่สุดในร้านหนึ่งในอำเภอพาน ซึ่งพอผมได้ลองก็เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น โอเค…มันก็ไม่ถึงกับอร่อยที่สุด แต่ก็อร่อยสำหรับร้านเล็กๆแบบนี้ คือรสชาติกลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี ซอสผัดไทยเข้มข้นเคลือบทุกอณูของเส้น สำหรับคนที่ไม่กินรสจัดเรียกว่าแทบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเลยจริงๆ เป็นรสชาติที่ลงตัวสำหรับคนที่ไม่ทานรสจัด นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่าง ข้าวราดกะเพรา ที่รสชาติใช้ได้
ราคาอาหารเฉลี่ยอยู่ที่จานละประมาณ 75 บาท ถ้ามาคนเดียวกินทั้งข้าวทั้งกาแฟก็จะตกประมาณ 120-150 บาท ซึ่งอาจจะสูงกว่าร้านอาหารตามสั่งในตลาดพื้นบ้านเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับรสชาติ ปริมาณ บรรยากาศแอร์เย็นๆ วิวสวยๆ และความสะดวกสบายแล้ว ผมยกให้ว่าคุ้มค่าครับ
เสน่ห์ของร้านเล็กๆ และหัวใจของการบริการ
มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังและอยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนที่จะไปร้านนี้ครับ คือร้านนี้มีคนดูแลหลักๆ แค่ 2 คนเท่านั้น (อาจจะมีมากกว่านั้นแต่ไปทุกครั้งเห็นแค่ 2 คน หรือว่าอาจจะอยู่ในครัว) ดังนั้นในช่วงเวลาที่ลูกค้าเยอะๆ หรือมีคนสั่งอาหารพร้อมกันหลายโต๊ะ อาจจะต้องใช้เวลารออาหารนิดหน่อย อาจจะเกิน 10 นาที หรือ 20 นาทีบ้าง แต่ถ้าคนน้อยก็จะเร็วกว่านั้นเยอะ
สำหรับบางคนการรอ 15 นาทีขึ้นไปบางคนอาจจะเป็นข้อเสีย แต่สำหรับผม ผมมองว่ามันคือ “เสน่ห์” ครับ มันคือความจริงของร้านอาหารขนาดเล็กที่ไม่ได้ใช้ระบบอุตสาหกรรมแบบฟาสต์ฟู้ด ทุกจานถูกปรุงขึ้นมาใหม่ด้วยความใส่ใจ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนมาทานข้าวบ้านเพื่อนมากกว่าไปร้านอาหารใหญ่ๆ หากคุณเป็นนักเดินทางที่ไม่รีบร้อน การนั่งรอสักหน่อยพร้อมกับชมวิวทุ่งนา ฟังเพลงเพราะๆ มันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งนะ “ใจเย็นๆ” แบบวิถีคนเหนือยังไงล่ะครับ
อีกประเด็นคือเรื่องบรรยากาศ มีบางท่านให้ความเห็นว่า “บรรยากาศไม่เหมือนคาเฟ่เท่าไหร่ แต่เหมือนร้านอาหารมากกว่า” ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยในแง่ของฟังก์ชันโต๊ะเก้าอี้ที่ออกแบบมาเพื่อการทานอาหาร แต่ผมกลับมองว่านี่คือ “เอกลักษณ์” ของร้านครับ Tee’s Coffee ไม่ได้พยายามจะเป็นคาเฟ่จ๋าที่ต้องมีมุมถ่ายรูปฮิปๆ ทุกมุม แต่เขาเลือกที่จะเป็น “Hybrid” เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของ “นักเดินทาง” อย่างแท้จริง คือคนที่ต้องการทั้งกาแฟดีๆ เพื่อปลุกความสดชื่น และอาหารอร่อยๆ เพื่อเติมเต็มพลังงานที่หายไป
ทีนี้มาถึงเรื่องของการบริการกันบ้างผมว่าที่นี่มีสไตล์การบริการที่เป็นกันเองและเรียบง่าย ซึ่งผมอยากจะนิยามว่ามันคือ “การบริการที่ให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัวของลูกค้า” ครับ
ด้วยความที่ร้านมีเจ้าของร้านดูแลกันเองเป็นหลัก ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นพวกเขายุ่งอยู่กับการชงกาแฟ ปรุงอาหาร และจัดการออเดอร์ต่างๆ ที่หน้าเคาน์เตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไรน่ะเหรอครับ? คือบรรยากาศของความสบายๆ ที่เราจะไม่ได้รู้สึกเกร็งหรือถูกจับจ้อง จะไม่มีใครมาเดินวนเวียนหรือคอยถามไถ่อยู่ตลอดเวลา เราสามารถเอนจอยกับกาแฟหอมๆ อาหารอร่อยๆ และปล่อยเวลาให้ไหลไปกับวิวทุ่งนาตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ เหมือนกับว่าที่นี่คือพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวของเราจริงๆ
และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการอะไรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า ทิชชู่ หรือสั่งเมนูเพิ่ม ก็แค่เดินไปบอกหรือส่งสัญญาณเรียกที่เคาน์เตอร์ได้เลย พวกเขาก็พร้อมจะบริการทันทีด้วยความยิ้มแย้ม ดังนั้น แม้จะไม่ได้เป็นการบริการแบบเอาใจใส่ใกล้ชิดทุกฝีก้าว แต่มันคือการบริการที่ “พอดี” และ “เข้าใจ” นักเดินทางที่ต้องการความสงบและเป็นส่วนตัว…ซึ่งสำหรับผมแล้ว นี่แหละคือการบริการที่ลงตัวที่สุดสำหรับโอเอซิสข้างทางแห่งนี้ครับ
บทสรุป: จุดพักใจที่อยากให้คุณแวะ
หลังจากเปิดให้บริการมาประมาณ 3 ปี Tee’s Coffee At Chiang Rai ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นมากกว่าร้านกาแฟข้างทางธรรมดาๆ แต่มันคือจุดพักรถ พักกาย และพักใจที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย
ที่นี่เหมาะกับใคร?
- นักเดินทาง: ไม่ว่าคุณจะขับรถมาไกลแค่ไหน ที่นี่คือจุดแวะพักที่สมบูรณ์แบบ มีครบทั้งกาแฟ อาหาร ห้องน้ำสะอาด และที่จอดรถสะดวกสบาย
- คอกาแฟ: โดยเฉพาะสายกาแฟดำ ที่นี่มีเมล็ดดีๆ ให้คุณลิ้มลองในราคาที่เข้าถึงง่าย
- คนหิว: หากคุณมองหาร้านอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่อร่อย รสชาติถูกปาก และคุ้มค่า ที่นี่มีเมนูเด็ดๆ รอคุณอยู่เพียบ โดยเฉพาะ ข้าวซอยและผัดไทย
- คนที่มองหาความสงบ: แค่ได้มานั่งโง่ๆ มองวิวทุ่งนาสีเขียว ฟังเพลงดีๆ ก็ถือว่าเป็นการชาร์จพลังชีวิตที่ดีเยี่ยมแล้ว
ร้านนี้อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในสายตาของทุกคน อาหารบางจานอาจจะมีรสชาติที่ผิดเพี้ยนไปบ้างในบางวัน อาจจะต้องรออาหารนานหน่อยในบางเวลา แต่นี่แหละครับคือเสน่ห์ของความเป็นจริง คือรสชาติของ “ชีวิต” ที่ไม่ได้ปรุงแต่งจนเลี่ยน มันคือร้านที่มีหัวใจ มีจิตวิญญาณ และพร้อมที่จะรับฟังเพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ครั้งหน้าหากคุณมีโอกาสขับรถผ่านอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลองมองหาร้านเล็กๆ สีขาวทางซ้ายมือที่ชื่อ “Tee’s Coffee At Chiang Rai” ดูนะครับ ลองแวะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองดูสักครั้ง
