ร้าน หอม ซอด ซอด: หม่าล่าเสียบไม้บรรยากาศ Street Food ข้างถนนบนเนินสวยใจกลางอำเภอพาน

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 6 หรือ 7 ปีก่อน เชื่อว่าหลายคนคงจำได้ดีถึงปรากฏการณ์ “หมาล่า” ที่เข้ามาเขย่าวงการสตรีทฟู้ดในเมืองไทย ตอนนั้นไม่ว่าจะหันไปทางไหน ตรอกซอกซอยใด ก็มักจะเจอป้ายไวนิลสีแดงที่มีรูปพริกวางขายกันเต็มไปหมด รสชาติเผ็ดร้อนจนลิ้นชาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากจีน กลายเป็นสิ่งที่คนไทยตื่นเต้นและให้การตอบรับอย่างถล่มทลาย
แต่ก็นั่นแหละครับ ธรรมชาติของกระแส อะไรที่มาแรงมากๆ บทจะซาก็เงียบหายไปดื้อๆ จนมาถึงปัจจุบันปี 2568 นี้ เราต้องยอมรับความจริงว่าตลาดหมาล่าเริ่มเข้าสู่ภาวะ “อิ่มตัว” อย่างชัดเจน กระแสความตื่นเต้นแบบเดิมเริ่มลดน้อยถอยลง
ร้านที่เคยเปิดเรียงรายกันเป็นดอกเห็ด หลายร้านต้องปิดตัวลงไปตามกาลเวลา เหลือเพียงร้านที่ “ตัวจริง” เท่านั้นที่ยังยืนระยะอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ในความอิ่มตัวนั้นก็ยังมีโอกาสแทรกตัวอยู่เสมอ เพราะถึงแม้รายเก่าจะหายไป แต่ความต้องการของผู้บริโภคที่ยังชื่นชอบรสชาตินี้ก็ยังคงมีอยู่ ทำให้เรายังเห็นร้านหน้าใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ วัดกันที่ว่าใครจะจับจุดแข็งและนำเสนอออกมาได้โดนใจคนกินมากกว่ากัน
ในอำเภอพานถ้าใครเป็นสายกินดึกจะรู้ดีว่ามีร้าน “หม่าล่าเสียบไม้” ให้เลือกทานอยู่หลายร้านพอสมควร คือไม่ได้เยอะมากแต่ก็มีให้เลือกกินได้ไม่ยากนัก แต่ละร้านก็มีสูตรเด็ดเคล็ดลับต่างกันไป
แต่เมื่อช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา มีร้านน้องใหม่ร้านหนึ่งเพิ่งเปิดตัวขึ้นมาและสะดุดตาผมเข้าอย่างจัง ร้านนี้มีชื่อน่ารักๆ แบบคนเมืองเหนือว่า “หอม ซอด ซอด”
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชื่อ “หอม ซอด ซอด”
สำหรับคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยภาษาเหนือ อาจจะสงสัยว่า “หอม ซอด ซอด” แปลว่าอะไร คำนี้เป็นคำขยายความของอาการ “หอม” ครับ แปลได้ง่ายๆ ว่า กลิ่นหอมที่โชยมาแตะจมูก กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หรือกลิ่นปิ้งย่างที่ลอยลมมาเตะจมูกจนต้องเหลียวมอง นั่นคือความหมายของชื่อร้านที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของอาหารประเภทปิ้งย่างได้เป็นอย่างดี แค่ชื่อก็น่ากินแล้วใช่ไหมครับ
พิกัดร้านและบรรยากาศแคมป์ปิ้งสุดชิล
ทำเลที่ตั้งของร้านนี้หาไม่ยากเลยครับ ร้านตั้งอยู่บนถนนเทศบาลพาน หากเราขับรถมาจากทางหกแยกพาน วิ่งตรงผ่านหน้าตลาดพานมาเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปทางแยกวัดชัยมงคล ร้านจะตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนศิริมาตย์เทวีพอดิบพอดี จุดสังเกตง่ายๆ คือจะอยู่ข้างๆ คริสตจักรที่ 8 พานครับ
ลักษณะทางกายภาพของร้าน “หอม ซอด ซอด” นั้น ถ้ามองดูแค่ตัวร้านจริงๆ มันคือล็อคอาคารพาณิชย์ชั้นเดียวขนาดเล็กๆ เล็กจนกระทั่งว่าพื้นที่ภายในนั้นมีไว้สำหรับเก็บของ เตรียมวัตถุดิบ และเป็นพื้นที่สำหรับคนปิ้งย่างเท่านั้น ไม่สามารถจัดโต๊ะให้ลูกค้านั่งข้างในได้เลย หรือถ้าจะให้นั่งจริงๆ ก็คงอึดอัดจนกินไม่อร่อย แต่ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่กลับกลายเป็นจุดกำเนิดของไอเดียที่ผมคิดว่าน่าสนใจและเป็นเสน่ห์ดึงดูดลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม
ทางร้านแก้ปัญหาเรื่องที่นั่งด้วยการใช้พื้นที่ “หน้าร้าน” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำเอาโต๊ะและเก้าอี้สนามแบบแคมป์ปิ้งมาวางเรียงรายไว้บริเวณฟุตบาทด้านหน้า ซึ่งต้องบอกก่อนว่าฟุตบาทตรงจุดนี้มีความพิเศษต่างจากที่อื่น คือมันกว้างขวางมาก กว้างจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นลานกิจกรรมเล็กๆ หน้าบ้านได้เลย แถมบริเวณนี้ในช่วงเย็นถึงค่ำแทบจะไม่มีคนเดินสัญจรผ่านไปมา ทำให้การตั้งโต๊ะเก้าอี้ตรงนี้ไม่เป็นการกีดขวางทางเท้าหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร
โต๊ะเก้าอี้แคมป์ปิ้งจำนวนประมาณ 6-7 ชุด ถูกจัดวางแบบหลวมๆ ไม่แออัด ให้ความรู้สึกชิวๆ สบายๆ แบบโอเพ่นแอร์ (Open Air) รับลมธรรมชาติ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้ในร้านห้องแอร์ หรือร้านตึกแถวทั่วไป พอถึงเวลาปิดร้าน เจ้าของร้านก็จะเก็บพับโต๊ะเก้าอี้เหล่านี้เก็บเข้าที่ ทำให้พื้นที่กลับมาโล่งสะอาดเหมือนเดิมในตอนเช้า
วิวหลักล้านบนเนินที่สูงที่สุดของถนน
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจร้านนี้เป็นพิเศษ นอกเหนือจากรูปแบบการนั่งแบบแคมป์ปิ้งแล้ว คือเรื่องของ “ทำเล” และ “ทัศนียภาพ” ครับ ร้านตั้งอยู่บนจุดที่เป็นเนินของถนน ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดและสังเกตไม่พลาด ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่สูงที่สุดของถนนเส้นนี้ในย่านตัวอำเภอพาน หรืออย่างน้อยก็เป็นเนินที่สูงพอที่จะทำให้มุมมองของเราเปลี่ยนไป
ลองจินตนาการดูนะครับ เวลาเราไปนั่งกิน ปิ้งย่างหม่าล่า ร้านทั่วไป เรามักจะเห็นแค่วิวถนนระนาบสายตา หรือเห็นแค่รถวิ่งผ่านไปมา แต่เมื่อมานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้แคมป์ปิ้งที่ร้านนี้ ด้วยความที่ร้านอยู่บนเนิน เราจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของถนนทอดตัวยาวลงไปทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้ไกลกว่าปกติ ในยามหัวค่ำที่แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า และแสงไฟจากเสาไฟฟ้าเริ่มติดสว่างเรียงรายกันไปตามแนวถนน มันให้ภาพที่สวยงามแปลกตามากครับ
มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ มองลงมาเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้าน เห็นแสงไฟรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนกันไปมา เห็นความเคลื่อนไหวของเมืองพานในยามค่ำคืน บรรยากาศแบบนี้มันคล้ายกับฉากในหนังญี่ปุ่นหรือหนังรักโรแมนติกหลายๆ เรื่องที่ตัวละครชอบไปนั่งคุยกันบนที่สูงๆ เพื่อมองดูไฟในเมือง
แม้ว่าตรงนี้จะไม่ใช่เมืองใหญ่ที่มีตึกสูงระฟ้า แต่ความเงียบสงบและแสงไฟสีส้มสลัวๆ ของเสาไฟถนน ก็สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีเสน่ห์ในแบบของมันเอง โดยเฉพาะช่วงเวลา 6 โมงเย็นถึง 6 โมงครึ่ง ที่ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนสี เป็นช่วงเวลาที่น่ามานั่งจิบน้ำเย็นๆ กินปิ้งย่างร้อนๆ เป็นที่สุด
ร้านของวัยรุ่นสร้างตัว
เท่าที่ผมสังเกตเห็น จะมีคนดูแลร้านอยู่ประมาณ 3 คนครับ ดูแล้วยังเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อายุยังไม่มาก และมีน้องคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวัยรุ่นอยู่เลย ไม่แน่ใจว่าเป็นพี่น้องกันหรือรวมกลุ่มเพื่อนมาเปิดร้าน ดูแล้วน่าจะเป็นกิจการเล็กๆ ที่ลงขันกันทำเอง ไม่ได้จ้างลูกจ้างจากที่ไหน
ในเรื่องของการต้อนรับและการบริการ ต้องบอกตรงๆ ว่าอยู่ในระดับ “ธรรมดา” ตามมาตรฐานร้านสตรีทฟู้ดทั่วไปครับ คือน้องๆ เขาไม่ได้เข้ามาต้อนรับขับสู้ พินอบพิเทา หรือชวนคุยเก่งเหมือนร้านอาหารภัตตาคารใหญ่ๆ ออกแนวเงียบๆ เน้นขายของ ปิ้งย่าง และเสิร์ฟอาหารตามหน้าที่มากกว่า จะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกกับลูกค้าเท่าไหร่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ดูเฉื่อยชา หรือทำหน้าบึ้งตึงใส่ลูกค้าจนทำให้เรารู้สึกอึดอัดหรือรำคาญใจ
เรียกว่าเป็นการบริการที่ “กำลังดี” คือไม่ได้ยิ้มแย้มจนแก้มปริ แต่ก็มีความกระตือรือร้นในการรับออเดอร์และเสิร์ฟอาหาร ซึ่งสำหรับผมแล้ว กับร้านสไตล์นี้ ผมไม่ได้ต้องการการบริการที่เลิศหรูอะไร สิ่งที่คาดหวังคืออาหารอร่อย ได้ของครบตามที่สั่ง รวดเร็วพอสมควร และบรรยากาศดีๆ ซึ่งน้องๆ กลุ่มนี้ก็ทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่องครับ ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย เหมือนมาอุดหนุนน้องๆ แถวบ้านทำมาหากิน
รสชาติที่ “หอม ซอด ซอด” สมชื่อ
ทีนี้มาถึงหัวใจสำคัญของการรีวิวร้านอาหาร นั่นก็คือ “รสชาติ” ครับ ต้องขอบอกว่าภายใต้รูปลักษณ์ร้านเล็กๆ ริมทางแบบนี้ รสชาติหมาล่าของที่นี่ “เอาเรื่อง” เลยทีเดียวครับ ถือว่าอร่อยใช้ได้เลย จุดเด่นคือความเผ็ดร้อนที่ปรุงมาได้กำลังดี ไม่ได้เผ็ดโดดจนแสบท้อง หรือลิ้นชาจนไม่รู้รสชาติอาหาร และก็ไม่ได้จืดชืดจนเสียชื่อหมาล่า ซอสที่ทามีความกลมกล่อม เค็มหวานเผ็ดลงตัว
แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ “เทคนิคการย่าง” ครับ ร้านนี้ย่างของได้ “สุกกำลังดี” มากๆ หลายครั้งที่ผมไปกินหมาล่าบางร้าน มักจะเจอปัญหาเรื่องการย่างที่ควบคุมไฟไม่ดี บางทีก็ไหม้เกรียมจนขม ต้องมานั่งเขี่ยส่วนที่ดำๆออก
หรือบางทีข้างนอกไหม้แต่ข้างในยังไม่สุกดี แต่ที่ร้าน “หอม ซอด ซอด” นี้ พ่อครัวแม่ครัวมือเที่ยงมาก เนื้อสัตว์และผักต่างๆ สุกทั่วถึง มีความกรอบในส่วนที่ควรกรอบ และนุ่มในส่วนที่ควรนุ่ม ที่สำคัญคือแทบไม่มีรอยไหม้ดำให้เห็นเลย แต่กลับมีกลิ่นหอมของการย่างถ่านอ่อนๆ ติดมาด้วย สมกับชื่อร้าน “หอม ซอด ซอด” จริงๆ ครับ กินแล้วเพลินมาก
ราคาที่เป็นมิตรและช่วงเวลาขายดี
นอกจากรสชาติแล้ว อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “ราคา” ครับ นี่ถือเป็นจุดขายรองลงมาจากบรรยากาศเลยก็ว่าได้ หม่าล่าเสียบไม้ ที่นี่ขายเริ่มต้นที่ไม้ละ 5 บาทครับ ใช่ครับ 5 บาท ในยุคเศรษฐกิจปี 2568 แบบนี้ การหาของกินไม้ละ 5 บาทที่คุณภาพดีๆ นั้นไม่ง่ายเลย โดยจะมีบางเมนูที่เป็นวัตถุดิบแพงหน่อยก็จะขาย 10 บาท แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่คือ 5 บาท แล้วขนาดไม้ก็ไม่ได้เล็กจิ๋วจนน่าเกลียดนะครับ
เป็นขนาดมาตรฐานที่กินแล้วรู้สึกถึงเนื้อหนัง เรียกว่าถ้าคุณพกเงินไปสัก 40 บาท คุณก็สามารถสั่งมานั่งกินเล่นๆ จนเกือบอิ่มได้เลย หรือถ้าจะเอาให้อิ่มท้องแบบจริงจัง งบประมาณ 50-60 บาทรวมค่าน้ำ ก็เอาอยู่สบายๆ ถือว่าเป็นร้านที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์มากๆ เหมาะกับน้องๆ นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่อยากหาของกินเล่นราคาเบาๆ ช่วงเย็น
ความนิยมของร้านนี้วัดได้จากสิ่งที่ผมเห็นเป็นประจำครับ ผมขับรถผ่านเส้นนี้บ่อยๆ สังเกตเห็นว่าร้านมักจะมีลูกค้าเต็มอยู่เสมอ ถ้าขับผ่านสัก 10 ครั้ง จะมีถึง 6 ครั้งที่เห็นคนนั่งจับจองเก้าอี้แคมป์ปิ้งจนเต็มทุกตัว คำว่า “เต็ม” ในที่นี้คือเต็มจริงๆ ครับ ไม่มีที่ว่างเลย ทำให้ผมเองซึ่งพยายามจะแวะชิมหลายครั้ง ต้องจำใจขับเลยไปเพราะไม่มีที่นั่ง ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนมัธยม หรือกลุ่มคนวัยเริ่มทำงานที่มานั่งจับกลุ่มคุยกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าร้านนี้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดีจริงๆ
เรื่องเวลาทำการ ร้านนี้เปิดช่วงเย็นๆ ครับ ตั้งแต่ 6 โมงเย็น (18.00 น.) ยิงยาวไปจนถึง 3 ทุ่มครึ่ง (21.30 น.) แต่จากประสบการณ์ที่สังเกต ช่วงพีคๆ ที่คนจะแน่นร้านคือช่วง 1 ทุ่ม ถึง 2 ทุ่มครับ ช่วงนี้เก้าอี้ดนตรีแน่นอน
ถ้าใครอยากมานั่งชิวแบบแน่นอนอาจจะต้องรีบมาตั้งแต่ร้านเปิด หรือไม่ก็รอช่วงดึกหน่อยใกล้ๆ ปิดร้าน หลังช่วงพีคไปแล้ว ร้านก็จะเริ่มเงียบและทยอยเก็บร้าน รวมๆ แล้วร้านมีเวลาขายแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งต่อวันเท่านั้น ถือว่าเป็นแก๊ปเวลาที่สั้นมาก ใครจะไปต้องกะเวลาให้ดีนะครับ
เรื่องที่จอดรถและเครื่องดื่ม
สำหรับใครที่กังวลเรื่องที่จอดรถ บอกเลยว่าหายห่วงครับ ถนนเส้นเทศบาลพานบริเวณหน้าร้านนี้กว้างขวางมาก สามารถจอดรถชิดขอบทางได้ทั้งสองฝั่งถนนแบบสบายๆ ตลอดแนว ไม่ต้องมาคอยพะวงว่าจะโดนล็อคล้อหรือกีดขวางการจราจร ยิ่งถ้าใครขี่มอเตอร์ไซค์มา ยิ่งจอดง่ายเข้าไปใหญ่ มีที่จอดเหลือเฟือครับ
อาจจะมีคำถามสำหรับสายดื่มว่า “มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขายไหม?” หรือ “นั่งชิวๆ แบบนี้จิบเบียร์ได้ไหม?” ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ร้านนี้ “ไม่มีแอลกอฮอล์ขาย” ไม่ว่าจะเป็นเบียร์หรือเหล้า ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างของทางร้านเอง หรืออาจจะเพราะอยู่ใกล้โรงเรียน
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามร้านมีให้บริการเฉพาะน้ำเปล่าและน้ำอัดลมเท่านั้นครับ ราคาก็มาตรฐานทั่วไป อาจจะบวกจากร้านของชำนิดหน่อยเป็นค่านั่ง แต่ก็ไม่ได้แพงจนรับไม่ได้ สายดื่มอาจจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปบ้าง แต่ถ้ามองในมุมของการมานั่งกินของอร่อย ซึมซับบรรยากาศ และพักผ่อนแบบใสๆ ไร้แอลกอฮอล์ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีครับ
สรุปภาพรวมของร้าน “หอม ซอด ซอด” สำหรับผมแล้ว นี่คือร้าน หม่าล่าเสียบไม้ ร้านเล็กๆ ที่ “น่ารัก” และ “น่าแวะ” ครับ มันไม่ใช่ร้านที่หรูหราใหญ่โต ไม่ใช่ร้านที่มีเมนูพิสดารพันลึก แต่เป็นร้านที่ใช้จุดแข็งของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด ทั้งทำเลที่ตั้งบนเนินที่ให้วิวสวยๆ การเลือกใช้เก้าอี้แคมป์ปิ้งที่เข้ากับยุคสมัย และรสชาติอาหารที่อร่อยได้มาตรฐานในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
ดูแล้วก็ชื่นชมในความตั้งใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นเจ้าของร้านครับ ที่ไม่ได้ทุ่มทุนสร้างตึกใหญ่โต แต่เลือกที่จะเริ่มต้นจากเล็กๆ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและเข้าถึงได้ง่าย ใครที่ผ่านไปผ่านมาแถวอำเภอพาน หรือมองหาร้านนั่งกินลมชมวิวยามเย็นพร้อม ปิ้งย่างหม่าล่า ไม้ละ 5 บาท ผมแนะนำให้ลองแวะมาที่นี่ดูครับ กำเงินมาแค่ 50-60 บาท ก็ได้รับความอิ่มท้องและความสุขกลับบ้านได้แล้ว ลองมา “หอม ซอด ซอด” กันดูสักครั้ง แล้วคุณจะชอบบรรยากาศข้างถนนบนเนินเล็กแห่งนี้ครับ
ข้อมูลร้าน
- ชื่อร้าน: หมาล่า หอม ซอด ซอด
- พิกัด: ตรงข้ามโรงเรียนศิริมาตย์
- เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 18:00 – 21:30 น.
- เบอร์โทร: 0843686400
- ที่จอดรถ: สามารถจอดริมถนนหน้าร้านและฝั่งตรงข้ามได้สะดวกสบาย
- Google Maps: https://maps.app.goo.gl/RhJf4LfaYhcqL7vQ7










